การเขียนอ้างอิง

รูปแบบการเขียนบรรณานุกรมของวารสารและนิตยสาร

รายละเอียดทางบรรณานุกรมมี 4 ส่วน ได้แก่

1) ชื่อผู้เขียนบทความ
2) ปีที่พิมพ์ (ถ้าเป็นรายเดือน หรือถี่กว่ารายเดือน ระบุเดือน หรือวันที่และเดือนด้วย)
3) ชื่อบทความ
4) รายละเอียดที่เกี่ยวกับวารสารและนิตยสาร ประกอบด้วย
ชื่อวารสารเลขประจำปีหรือเลขประจำเล่มหรือเลขประจำฉบับ
และเลขหน้าของบทความนั้นๆ

สำหรับรูปแบบการเขียนบรรณานุกรมวารสารและนิตยสาร
แบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ คือ
3.1 รูปแบบบรรณานุกรมของบทความในวารสาร ที่มีเลขหน้าทุกฉบับในแต่ละเล่มหรือ
ปีเรียงติดต่อกัน มีรูปแบบการเขียนดังนี้

ชื่อผู้เขียนบทความ. (ปีที่พิมพ์). ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร. ปีที่พิมพ์หรือเล่มที่, เลขหน้า.
ตัวอย่างวารสารภาษาไทย

บัวงาม ห่อแก้ว. (2541). การวิเคราะห์นิทานคติธรรมเรื่องดาวเรื่อง. วารสารมหาวิทยาลัยทักษิณ.
1, 61-67.
ชื่อผู้แต่ง คือ บัวงาม ห่อแก้ว
ปีที่พิมพ์ คือ 2541
ชื่อบทความ คือ การวิเคราะห์นิทานคติธรรมเรื่องดาวเรื่อง
รายละเอียดเกี่ยวกับหนังสือ คือ วารสารมหาวิทยาลัยทักษิณ. 1, 61-67.
(หมายความว่าบทความตีพิมพ์ในวารสารชื่อ มหาวิทยาลัยทักษิณ ปีที่1 หน้า 61-67)
ตัวอย่างวารสารภาษาอังกฤษ
Mintzberg, H. (1975). The manager’s job. Harvard Business Review,
4, 49 -61.
ชื่อผู้แต่ง คือ Mintzberg, H.
ปีที่พิมพ์ คือ 1975
ชื่อบทความ คือ The manager’s job.
รายละเอียดเกี่ยวกับหนังสือ คือ Harvard Business Review,4, 49 -61.
(หมายความว่าบทความตีพิมพ์ในวารสาร ชื่อ Harvard Business Review ปีที่ 4 หน้า 49 -61 )
3.2 รูปแบบบรรณานุกรมของบทความในวารสารที่เลขหน้าของแต่ละฉบับไม่เรียงติดต่อกัน
มีรูปแบบการเขียน ดังนี้
ชื่อผู้เขียนบทความ. (ปีที่พิมพ์). ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร. ปีที่หรือเล่มที่ (ฉบับที่), เลขหน้า.

ตัวอย่างวารสารภาษาไทย

ศิริลักษณ์ สุนทโรทก. (2543). อ้วนไปหรือเปล่า. คุรุปริทัศน์. 18 (6), 113 -115.
ชื่อผู้แต่ง คือ ศิริลักษณ์ สุนทโรทก.
ปีที่พิมพ์ คือ 2543
ชื่อบทความ คือ อ้วนไปหรือเปล่า
รายละเอียดเกี่ยวกับหนังสือ คือ คุรุปริทัศน์. 18 (6), 113 -115.
(หมายความว่าบทความตีพิมพ์ในวารสาร ชื่อ คุรุปริทัศน์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 6 หน้า 113 -115)
ตัวอย่างวารสารภาษาอังกฤษ

Lauder, K.C. (1998). Appropriate information technology. The Electronic Libraries.
13 (6), 17-20.
ชื่อผู้แต่ง คือ Lauder, K.C.
ปีที่พิมพ์ คือ 1998
ชื่อบทความ คือ Appropriate information technology.
รายละเอียดเกี่ยวกับหนังสือ คือ The Electronic Libraries. 13 (6), 17-20.
(หมายความว่าบทความตีพิมพ์ในวารสาร ชื่อ The Electronic Libraries ปีที่ 13 ฉบับที่ 6 หน้า 17-20)

3.3 รูปแบบบรรณานุกรมของบทความในนิตยสาร ที่มีวาระการออกถี่เป็นรายเดือนหรือเดือนละ
หลายฉบับ มีรูปแบบการเขียนดังนี้
ชื่อผู้เขียนบทความ. (ปีที่พิมพ์, [วันที่] เดือน). ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร. ปีที่หรือเล่มที่ (ฉบับที่),
เลขหน้า.

ตัวอย่างนิตยสารภาษาไทย
ทัศนีย์ ยาวะประภาษ. (2542, สิงหาคม). มรดกโลกบ้านเชียง. กินนรี. 16(8), 70 -72.
ชื่อผู้แต่ง คือ ทัศนีย์ ยาวะประภาษ
ปีที่พิมพ์ คือ 2542, สิงหาคม
ชื่อบทความ คือ มรดกโลกบ้านเชียง
รายละเอียดเกี่ยวกับหนังสือ คือ
(หมายความว่าบทความตีพิมพ์ในวารสาร ชื่อ กินนรี ปีที่ 16 ฉบับที่ 8 หน้า 70-72)
ตัวอย่างนิตยสารภาษาอังกฤษ
Nash, J.M. (2004, July). The new science of Alzheimer’s. Time. 156(5), 36-43.
ชื่อผู้แต่ง คือ Nash, J.M.
ปีที่พิมพ์ คือ 2004, July
ชื่อบทความ คือ The new science of Alzheimer’s
รายละเอียดเกี่ยวกับวารสาร คือ Time. 156(5), 36-43.
(หมายความว่าบทความตีพิมพ์ในวารสาร ชื่อ Time ปีที่ 156 ฉบับที่ 5 หน้า 36 -43)

Advertisements

ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเด็ก

บทความส่งเสริมกระบวนการคิดสำหรับเด็ก โดยรองศาสตราจารย์ ดร.นภเนตร ธรรมบวร อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ
จากหนังสือ ๗๐ปีโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ
ปัจจุบัน กระแสการพัฒนากระบวนการคิดในเด็กเล็กๆ กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก มีการกล่าวถึงพัฒนาการทางสมองของมนุษย์ และการพยายามหารูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับพัฒนาการทางสมองของมนุษย์ให้มากที่สุด
ความรู้ด้านพันธุกรรมของมนุษย์พิสูจน์ให้ประจักษ์แล้วว่ามนุษย์ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด หรือเผ่าพันธุ์ใดมีความแตกต่างกับทางพันธุกรรมไม่ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ แต่การที่มนุษย์มีความแตกต่างกันเป็นผลจากการบ่มเพาะและสภาพแวดล้อม การจัดการเรียนรู้ที่ให้มนุษย์ได้เกิดการบ่มเพาะจึงเป็นหนึ่งที่สอดคล้องกับพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย
การส่งเสริมกระบวนการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลโดยผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง ถือเป็นการจัดการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งที่สอดคล้องกับพัฒนาการทางสมองของมนุษย์ และยังถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย
การฝึกประสาทสัมผัสทั้ง 5 ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ทั้งนี้เพราะประสาทสัมผัสเปรียบเสมือนกับเสาอากาศ หรือตัวรับรู้สิ่งต่างๆ ของมนุษย์ ถ้าเครื่องรับมีประสิทธิภาพการเรียนรู้ต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็ย่อมมีคุณภาพตามไปด้วย แต่ถ้าเครื่องรับขาดประสิทธิภาพในการรับรู้สิ่งต่างๆ หรือมีประสิทธิภาพไม่สูง ก็จะส่งผลให้การเรียนรู้ของเด็กมีคุณภาพต่ำ และการให้เด็กได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีเพียงใดก็ย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูจะต้องช่วยกันฝึกประสาทสัมผัส แก่เด็ก
เป็นอีกครั้งหนึ่งที่พี่ๆ ประถม 4 โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตได้มีโอกาสเรียนรู้การฝึกประสาทสัมผัสทั้ง 5 กับ ดร.ป๋อง หรือ ดร.เฉลิมพล เกิดมณี คุณครูนักวิทยาศาสตร์จากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ หรือไบโอเทค
การฝึกประสาทสัมผัสทั้ง 5 เริ่มต้นง่ายๆ จากการที่เด็กๆ สัมผัสกับสิ่งของในถุงผ้า โดยเด็กๆ จะต้องพยายามใช้ประสาทสัมผัสที่ตนที่มีอยู่ในการเก็บข้อมูลของสิ่งที่เด็กๆไม่สามารถมองเห็นให้ได้รายละเอียดมากที่สุด ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า เด็กๆ จะต้องจดบันทึกข้อมูลเป็นอย่างดี เพื่อนำไปสู่การตั้งสมมุติฐานว่า สิ่งของที่อยู่ในถุงดำนั้นเป็นอะไร และสื่อสารให้เพื่อนในกลุ่มอื่นเข้าใจได้ เด็กๆ แต่ละกลุ่มต่างช่วยกันลูบคลำ และจดบันทึกข้อมูลของ สิ่งของที่อยู่ในถุงดำว่ามีลักษณะอย่างไร เล็ก หรือใหญ่ ผิวเรียบ หรือผิวขรุขระ
เมื่อเด็กๆ จดบันทึกข้อมูลตั้งสมมุติฐานพร้อมทั้งวาดภาพของผลไม้ในถุงดำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เด็กๆ ก็ได้มีโอกาสแกะถุงดำเพื่อดูว่า สมมุติฐานที่ตนตั้งไว้นั้นถูกต้องหรือไม่ เด็กๆ หลายกลุ่มแสดงความดีใจเมื่อพบว่าสมมติฐานที่ตนตั้งไว้ถูกต้องขณะที่เด็กหลายคนพูดคุยถกเถียงกับเพื่อนในกลุ่มเกี่ยวกับข้อมูลที่ตนมี และสมมุติฐานที่ตนตั้งว่าเบี่ยงเบนไปจากความเป็นจริงอย่างไร
ขั้นตอนต่อไปเป็นการฝึกการแยกแยะโดยผ่านการดมกลิ่นผลไม้ชนิดต่างๆ กัน เช่น กลิ่นส้ม กลิ่นแอปเปิล กลิ่นกล้วย และกลิ่นผลไม้รวม หลังจากที่เด็ก ได้เรียนรู้วิธีดมกลิ่นที่ถูกต้องว่าควรปฏิบัติอย่างไรเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อประสาทรับกลิ่นของจมูกแล้ว ได้เรียนรู้วิธีดมกลิ่นที่ถูกต้องว่าควรปฏิบัติอย่างไรเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อประสาทรับกลิ่นของจมูกแล้ว เด็กๆ ต่างก็ผลัดกันดมกลิ่นของผลไม้ต่างๆ ที่ตนได้รับพร้อมทั้งบันทึกข้อมูล และตั้งสมมุติฐานไปด้วยในขณะเดียวกัน
เมื่อถึงคราวที่ต้องพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในกลุ่มเกี่ยวกับสมมุติฐานที่แต่ละคนตั้งไว้ เด็กๆ พบว่าถึงแม้กลิ่นของผลไม้ที่ดมจะเป็นกลิ่นเดียวกัน แต่สมมุติฐานที่เด็กๆ ตั้งกลับมีความแตกต่างกันมาก ดังนั้นเด็กๆ จึงจำเป็นต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมโดยผ่านการตั้งคำถาม
น้องนิวถามว่า “ผลไม้ที่นำมาให้ดมชนิดหนึ่งมีผลเป็นสีเหลืองใช่หรือไม่”
ต้นปาล์มว่า “ผลไม้ชนิดหนึ่งที่นำมาให้ดมมีผลสีเขียว หรือสีแดง และชื่อเป็นสองพยางค์ใช่หรือไม่”
เมื่อเด็กๆ ได้ข้อมูลเพิ่มเติมจนเป็นที่น่าพอใจแล้วก็นำมาสู่การคาดคะเน หรือการตั้งสมมุติฐานบนพื้นฐานของข้อมูลที่ชัดเจน และมีเหตุมีผลมากขึ้น
หลังจากการฝึกประสาทสัมผัสทั้ง 5 ผ่านการสัมผัส และการดมกลิ่นผ่านพ้นไปแล้ว ทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนสำคัญอีกขั้นตอนหนึ่ง นั่นคือการฝึกการสังเกต และตั้งคำถามผ่านรูปภาพที่คุณครูจัดเตรียมไว้ให้เด็กๆ จะต้องสังเกตภาพผลไม้และบันทึกคำถามหรือข้อสงสัยของตนให้ได้มากที่สุด และช่วยกันตัดสินใจเพื่อคัดเลือกคำถามที่น่าสนใจมากกลุ่มละ 1 คำถาม
คำถามของเด็กๆ มีความหลากหลายมากตั้งแต่คำถามง่ายๆ ธรรมดาๆ สามารถหาคำตอบได้โดยผ่านวิธีการที่ไม่ซับซ้อน เช่น ในภาพมีผลไม้อะไรบ้าง มีผลไม้กี่ชนิด กล้วยมีความยาวเท่าไหร่ไปจนถึงคำถามที่สลับซับซ้อน หลายคำถามอาจจำเป็นต้องทำการทดลอง หรือสืบค้นข้อมูลเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบ เช่น ทำไมผลไม้ถึงต้องวางซ้อนกัน ทำไมฟักทองถึงมีสีแดง และทำไมสตรอเบอร์รี่ถึงไม่มีเงา ขณะที่ผลไม้อื่นมีเงา เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าการฝึกประสาทสัมผัสทั้ง 5 แก่เด็กนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากเลย คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มต้นการฝึกประสาทสัมผัสทั้ง 5 แก่ลูกได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในครรภ์ โดยการใช้มือสัมผัสท้องของแม่เพื่อส่งความรู้สึกดีๆ ไปยังลูก
หรือเมื่อลูกยังเล็ก การฝึกประสาทสัมผัสก็อาจเริ่มจากการหัดให้ลูกได้สังเกตสิ่งของรอบตัว หรือสิ่งที่ลูกสนใจ มีการใช้คำถามเพื่อกระตุ้นให้ลูกได้ฝึกการใช้ประสาทสัมผัสให้มากขึ้น เช่น ส้มมีลักษณะพื้นผิวเป็นอย่างไร แตกต่างจากแอปเปิลหรือไม่ และถ้าแตกต่าง แตกต่างอย่างไร
หรือการกระตุ้นให้ลูกได้สังเกตธรรมชาติรอบตัวโดยผ่านการใช้คำถามอย่างง่ายๆ อาทิ ก่อนฝนตกลูกสังเกตเห็นท้องฟ้าเป็นสีอะไร และหลังฝนตก ลูกเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เหมือนหรือแตกต่างจากก่อนที่ฝนจะตก นอกจากนั้นการที่โอบกอดลูกก็ถือเป็นการฝึกประสาทสัมผัสที่หนึ่งด้วย
ประสาทสัมผัสถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้มนุษย์มีพัฒนาการทางการคิดที่ดี และสามารถปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ดีขึ้น และเมื่อเด็กๆ ได้รับการฝึกประสาทสัมผัสทั้ง 5 จนมีความชำนาญแล้วย่อมนำมาซึ่งทักษะการเก็บข้อมูล โดยผ่านการเปรียบเทียบความเหมือน และความแตกต่าง อันนำไปสู่การถามคำถาม หรือการตั้งปัญหาซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างผู้นำทางความคิด

เหตุผลของการเล่านิทาน

เพื่อส่งเสริมศักยภาพทุกด้านของลูก คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสนใจวิธีการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ เพราะในช่วงขวบปีแรกเป็นช่วงเวลาเด็กจะสามารถพัฒนาทักษะได้ดีที่สุด และวิธีง่ายๆ ที่สามารถทำได้ทุกวันก็คือการอ่านนิทานให้เจ้าตัวน้อยฟัง มาดูเหตุผลดีๆ ที่ควรเล่านิทานให้ลูกฟัง ดังนี้
1. นิทานสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว ช่วงเวลาดีๆที่พ่อจะเล่านิทานก่อนนอนให้ลูกฟังเวลาสบายๆแห่งความรัก ความอบอุ่นที่จะสร้างความผูกพันและนำไปสู่ความเชื่อมั่นที่จะเสริมสร้าง ปัญญาของเด็กๆได้เป็นอย่างดี
2. นิทานช่วยปลูกฝังให้เด็กเป็นคนช่างคิด ช่างถามและช่างสังเกต เป็นโอกาสที่จะทำให้เด็กมีความฉลาด มั่นใจ และ แสดงความคิดเห็นถูกจังหวะ หรือที่เรียกว่ามีความฉลาดทั้งทางปัญญา (IQ) และฉลาดทางอารมณ์ (EQ)
3. นิทานช่วยให้เด็กเรียนรู้ภาษา การฟังนิทานจะทำให้เด็กได้รู้จักรูปประโยค การใช้ภาษาความหมายของคำ และเกิดทัศนคติที่ดีต่อการเรียนในอนาคต
4. นิทานทำให้เด็กจับประเด็นและวิเคราะห์ได้ดี การฟังซ้ำๆเด็กจะจำเรื่องราวได้ทั้งหมดและเด็กจะรู้จักมองสิ่งที่อยู่รอบตัว เข้าใจเรื่องได้ง่าย ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่จะจับประเด็นรวมทั้งการย่อความ
5. นิทานช่วยกระตุ้นจินตนาการของเด็ก น้ำเสียงที่เล่าเรื่องจะกระตุ้นให้เด็กสร้างจินตนาการเป็นภาพการเล่านิทาน บ่อยๆจึงเป็นการสร้างจินตนาการไปพร้อมๆกับการรับรู้เรื่องใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยรู้มาก่อน
6. นิทานช่วยบ่มเพาะคุณธรรมแก่เด็ก เพราะนิทานส่วนใหญ่สอดแทรกคุณธรรม ทักษะชีวิตหรือข้อคิดต่างๆที่ทำให้เด็กได้ตระหนักถึงคุณงามความดีและนำไป ปรับใช้ในชีวิตเมื่อโตขึ้น
7. นิทานช่วยสร้างสมาธิ ช่วงเวลาของการเล่านิทาน เด็กมักจะฟังนิทานอย่างตั้งใจหากเลือกเล่านิทานที่เหมาะกับช่วงวัยจะทำให้ เด็กเข้าใจ อยากรู้และติดตามต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้นถือเป็นการสร้างสมาธิให้กับเด็กได้ เป็นอย่างดี
8. นิทานช่วยสร้างเด็กให้มีความรู้ และความฉลาดทางอารมณ์ หากเด็กชอบฟังนิทานเด็กก็จะปรับตัวและสร้างความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ เพื่อจะได้ฟังนิทานจากผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาและปรับตัวเพื่อให้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข
9. นิทายช่วยสร้างนิสัยรักการอ่าน การเล่าหรือการอ่านนิทานให้เด็กฟังจะช่วยปลูกฝังนิสัยรักการอ่านเพราะการ อ่านจะทำให้มีสมาธิ และอ่านหนังสือได้รวดเร็ว
10. นิทานสร้างความรู้สึกไม่ได้กำลังถูกสอนให้กับเด็กเพราะเนื้อหาของนิทานจะมี ขั้นตอนในการสร้างความเข้าใจรวมทั้งวิธีการแก้ปัญหาและบทสรุปของเรื่องที่ ให้ข้อคิดต่อเรื่องนั้นๆ

โรคที่เด็กๆควรรู้

โรคตาแดง

โรคตาแดง เป็นโรคตาที่พบได้บ่อยมาก เป็นการอักเสบของเยื่อบุตา(conjuntiva)ที่คลุมหนังตาบนและล่างรวมเยื่อบุตาที่คลุมตาขาวด้วย โรคตาแดงอาจจะเป็นแบบเฉียบพลัน หรือแบบเรื้อรังแล้วแต่สาเหตุ สาเหตุของโรคตาแดงอาจจะเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส Chlamydia trachomatis ภูมิแพ้ หรือสัมผัสสารที่เป็นพิษต่อตาก็ได้ สาเหตุที่พบส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส มักจะติดต่อทางมือ ผ้าเช็ดหน้าหรือผ้าเช็ดตัวโดยมากใช้เวลาหาย 2 สัปดาห์ ตาแดงจากโรคภูมิแพ้มักจะเป็นตาแดงเรื้อรัง มีการอักเสบของหนังตา ตาแห้ง การใช้ contact lens หรือน้ำยาล้างตาก็เป็นสาเหตุของตาแดงเรื้อรังเช่นกัน
สาเหตุ
1. ใช้มือสกปรกที่อาจมีเชื้อโรคขยี้ตา
2. ใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้ที่เป็นโรค หรือเล่นกับผู้ป่วย
3. แมลงวันหรือแมงหวี่ตอมตา หรือฝุ่นละอองเข้าตามาก ๆ จนตาอักเสบ
4. อาบน้ำในคลองสกปรก หรือที่มีตาแดงระบาด
การป้องกัน
1. ไม่คลุกคลีกับผู้ป่วย
2. ล้างหน้าและมือให้สะอาดอยู่เสมอ
3. ไม่ควรเอามือขยี้ตา
อาการ
จะรู้สึกเคืองตา น้ำตาไหล มีขี้ตามาก อาจมีไข้เล็กน้อย จะมีอาการประมาณ 10 วัน ถ้าไม่รีบรักษาอาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้
การรักษา
1. ควรพักสายตาบ่อย ๆ
2. ประคบตาด้วยผ้าเย็น เช็ดตาด้วยสำลีชุบน้ำอุ่น
3. ป้ายตาด้วยขี้ผึ้ง “ออคคูแลนท์ที” วันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน ติดต่อกัน 6-7 วัน ถ้ายังไม่หายให้รีบไปพบแพทย์

บทความเรื่อง รูปแบบการจัดการเรียนเรียนร่วมในโรงเรียน

บทความเรื่อง
รูปแบบการจัดการเรียนเรียนร่วมในโรงเรียน
การจัดการศึกษาพิเศษเป็นการจัดการศึกษาเพื่อเด็กพิการ โดยที่รัฐบาลได้ตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องการให้การช่วยเหลือเด็กพิการประเภทต่าง ๆ ที่มีทั้งหมด 9 ประเภท ซึ่งในปัจจุบันมีเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เด็กพิการเหล่านี้ได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพเป็นคนที่มีสุขภาพดีตามศักยภาพที่เด็กพิการจะพึงได้จนสามารถช่วยเหลือตนเอง ไม่เป็นภาระของสังคมมากนัก และโยเฉพาะอย่างยิ่งด้านศักยภาพที่มีอยู่ในตัวบุคคลสามารถได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นบุคคลที่มีประโยชน์ต่อครอบครัวและสังคม เด็กพิการก็จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ในโลกได้เท่าเทียมกับผู้อื่น
เนื่องมาจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 หรือที่เรียกว่าเป็นกฎหมายทางการศึกษา เป็นกฎหมายมาตรา 10 กำหนดว่าการจัดการต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกัน ในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี ที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึง และมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย อีกทั้งความในวรรค 2 และวรรค 3 ระบุต้องจัดการศึกษาสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจสติปัญญา อารมณ์ สังคม การสื่อสารและการเรียนรู้ หรือผู้มีร่างกายพิการ ทุพพลภาพไม่สามารถช่วยตนเองได้ หรือไม่มีผู้ดูแล ด้อยโอกาส และบุคคลซึ่งมีความสามารถพิเศษ (ปัญญาเลิศ) ต้องจัดในรูปแบบที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความสามารถของบุคคลนั้น แสดงว่า พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ หรือกฎหมายทางการศึกษาของประเทศไทยให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาให้บุคคลทุกประเภท เป็นหลักการเดียวกับการจัดการศึกษาแบบเรียนร่วม ที่จะเปิดโอกาสให้ทุกคน ได้รับโอกาสทางการศึกษาตามความสามารถของแต่ละบุคคลนั่นคือการจัดกระบวนการเรียนรู้ต้องเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ หมายถึงก้าวต่อไปของการจัดการเรียนร่วมนั่นเอง หน้าที่ของโรงเรียนละเปลี่ยนไปหรือเปล่า คำตอบคือ ไม่ ยังเหมือนเดิมเพียงแต่การดำเนินงานจัดการศึกษาต่อไปนี้ ครูทุกคนต้องรู้จักเด็กของตนเป็นรายบุคคลอย่างเป็นรูปธรรมต้องรู้ให้ชัดว่าเด็กคนใดมีลักษณะอย่างไร ต้องการความช่วยเหลือแบบไหน เหล่านี้ล้วนเป็นหน้าที่ของครูผู้สอนทุกตามกฎหมายทั้งสิ้น มิใช่ เป็นหน้าที่ของครูการศึกษาพิเศษหรือครูที่ผ่านการอบรมการศึกษาพิเศษต่อไป ที่ผ่านมา คงพอจะเห็นรูปแบบการจัดการเรียนร่วมสำหรับเด็กที่มีความต้องพิเศษในโรงเรียนกันบ้างแล้วและสังเกตได้ว่าสถานศึกษาที่จัดการศึกษาแบบนี้จะต้องมีความพร้อมในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานที่ บุคคลกร งบบริหารจัดการต่าง ๆ ทำให้การจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษถูกจำกัดอยู่ในวงแคบ ๆด้วยข้อจำกัดของปัจจัยหลาย ๆ อย่าง

การเตรียมการสำหรับการจัดการศึกษาแบบเรียนร่วม
1. เตรียมความพร้อมของโรงเรียน ต้องเตรียมความพร้อมในด้านเจตคติของบุคลากรในโรงเรียน ความพร้อมในด้านกายภาพ จำนวนบุคคลกร ความรู้ ความเข้าใจ หลักการและวิธีดำเนินการเรียนร่วมในการปฏิบัติต่าง ๆ โดยเฉพาะผู้บริหาร ต้องมีเจตคติที่ดี มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนร่วมมีหลักในการบริหารโรงเรียนที่ดี ทำความเข้าใจกับบุคคลกรทุกฝ่ายในโรงเรียน และจัดหาบริการสนับสนุนเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนร่วม พร้อมทั้งส่งเสริมกำลังใจในการปฏิบัติงาน
2. ประชุมครูและบุคคลกรของโรงเรียนให้มีความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนร่วม เพื่อบุคลากรในโรงเรียนจะได้รู้ว่าโรงเรียนจะต้องทำอะไร ด้วยเหตุผลอะไร ทำกับใคร และคนที่จะทำคือใคร มีหน้าที่อะไรบ้างโดยเฉพาะครูชั้นเรียนร่วม ต้องยอมรับว่าในชั้นของตนเองมีเด็กพิเศษอยู่ด้วยเพราะฉะนั้นต้องเพิ่มบทบาทในการเป็นครูประจำชั้นโดยหน้าที่ปกครองดูแลเด็กทั้งชั้นให้อยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข ทุกคนมีโอกาสได้รับการส่งเสริมในการเรียนรู้ ค้นพบความสามารถและบรรลุศักยภาพสูงสุดแห่งตน และต้องเข้าใจวิธีการประสานงานกับบุคลากรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนร่วมและเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
3. จัดหาบุคลากรรับผิดชอบงานโดยสรรหาบุคลากรในโรงเรียนที่มีวุฒิด้านการศึกษาโดยตรง หรือผู้ที่สมัครใจส่งเข้าอบรมหลักสูตรวิชาการศึกษาพิเศษเพื่อทำหน้าที่สอนประจำชั้นเด็กพิเศษ หรือเป็นครูสอนเสริมวิชาการ ครูเดินสอน ครูประจำชั้นเรียนร่วม ครูประจำวิชา
4. จัดหาห้องเรียน ห้องเสริมวิชาการ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับเด็กพิเศษรวมทั้งสื่อการเรียนการสอนที่ใช้ได้ทั้งเด็กปกติและเด็กพิการ
5. ทำความเข้าใจ ให้ความรู้และเจตคติที่ดีเกี่ยวกับการเรียนร่วมของเด็ก เช่น ผู้ปกครองเด็กปกติ
เด็กปกติในโรงเรียน ตลอดทั้งชุมชน เพื่อให้บุคคลเหล่านี้เข้าใจความจำเป็น ให้ความเห็นใจ ช่วยเหลือเกื้อกูลกับเด็กพิเศษ โดยไม่คิดว่าเด็กพิเศษเป็นภาระและถ่วงความก้าวหน้าของบุตรหลานตน ส่วนนักเรียนปกติก็ต้องเตรียมใจยอมรับและเรียนร่วมกับเพื่อนที่เป็นเด็กพิเศษ ไม่ล้อเลียน ควรให้ความช่วยเหลือในสิ่งที่เพื่อนเด็กพิเศษทำไม่ได้

รูปแบบการจัดการศึกษาแบบเรียนร่วมสามารถทำได้ดังนี้
1.ชั้นเรียนปกติเต็มวัน การเรียนในชั้นเรียนปกติเต็มเวลาโดยอยู่ในความรับผิดชอบของครูประจำชั้น นักเรียนและครูจะได้รับบริการทางการศึกษาพิเศษทางอ้อมเช่นการฝึกอบรมครูประจำการ ครูการศึกษาพิเศษ ส่วนเด็ก ๆ จะได้รับบริการวัสดุอุปกรณ์เท่าที่จำเป็น
2.ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการปรึกษาหารือ นักเรียนในชั้นเรียนปกติเต็มเวลา จะอยู่ในความรับชอบของครูประจำชั้นและมีผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีประสบการณ์ทั้งเรื่องการศึกษาพิเศษและการศึกษาปกติร่วมให้คำปรึกษา เช่นนักจิตวิทยา ครูการศึกษาพิเศษเดินสอนหรือสอนเสริมในโรงเรียนบุคคลเหล่านี้จะไม่สอนเด็กโดยตรงแต่จะคอยแนะนำช่วยเหลือเหลือครูประจำชั้นหรือครูประจำวิชา และจัดหาบริการสื่อสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อให้การเรียนร่วมประสบผลสำเร็จ
3.ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการครูเดินสอน นักเรียนในชั้นเรียนปกติเต็มเวลาภายใต้ความรับผิดชอบของครูประจำชั้น แต่ได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนโดยตรงจากครูเดินสอน เช่น นักกายภาพบำบัด ครูแก้ไขการพูด ครูการศึกษาพิเศษ ครูช่วยสอนเสริม ที่เดินทางไปให้บริการตามโรงเรียนต่าง ๆ
4.ชั้นเรียนปกติเต็มวันบริการสอนเสริม การเรียนในชั้นเรียนปกติเต็มเวลาในความรับผิดชอบของครูประจำชั้น ได้รับการสอนเสริมหรือเพิ่มเติมจากครูการศึกษาพิเศษประจำห้องสอนเสริม โดยให้นักเรียนมาเรียนกับครูสอนเสริมบางเวลาและบางวิชาที่เด็กบกพร่อง หรือทักษะที่เด็กมีความต้องการจำเป็นพิเศษ แต่ปัจจุบันครูสอนเสริมจะสอนร่วมกับครูในชั้นเรียนมากกว่าจะนำเด็กออกมาเรียนห้องสอนเสริม
5.ชั้นเรียนพิเศษและชั้นเรียนปกติ (หรือการเรียนร่วมเป็นบางวิชา) นักเรียนในชั้นเรียนพิเศษเข้าเรียนร่วมในชั้นเรียนปกติมากน้อยตามสมควร อาจเรียนร่วมวิชา เช่น พลศึกษา ศิลปะ ดนตรี การงาน พื้นฐานอาชีพ จริยศึกษา ครูการศึกษาพิเศษและครูปกติร่วมกับงานร่วมกันรับผิดชอบรูปแบบนี้จัดได้ทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา
6.ชั้นเรียนพิเศษในโรงเรียนปกติ นักเรียนในชั้นเรียนพิเศษเต็มเวลาร่วมกับเพื่อนพิการ ประมาณ 5 – 10 คน มีครูประจำชั้นเป็นผู้สอนเองทุกวิชา เด็กจะมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมกับเด็กทั่วไป เช่น เข้าแถวเคารพธงชาติสวดมนต์ไหว้พระ รับประทานอาหารไปทัศนศึกษา เป็นต้น

ประโยชน์ของการจัดการเรียนร่วม
1.เด็กพิเศษมีโอกาสได้เรียนโรงเรียนใกล้บ้าน ไม่ต้องเดินทางไปเรียนที่โรงเรียนสำหรับเด็กพิการ ซึ่งมีน้อยและอยู่ห่างไกล
2.ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองที่ไม่ต้องส่งไปอยู่โรงเรียนสำหรับเด็กพิการ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียนประจำ
3.เด็กพิเศษมีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัว โดยไม่รู้สึกแบ่งแยกว่าเป็นเด็กพิการ
4.เด็กมีโอกาสได้เรียนรู้และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้เร็วกว่าการที่ต้องไปอยู่โรงเรียนของเด็กพิการ เป็นประสบการณ์ตรงที่จะเรียนรู้ได้เต็มศักยภาพของแต่ละบุคคล
5.รัฐบาลใช้งบประมาณน้อยกว่าการจัดโรงเรียนพิเศษเฉพาะเด็กพิการ
6.สังคมจะเข้าใจและยอมรับเด็กพิเศษว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมช่วยให้เด็กพิเศษใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข และทำประโยชน์ให้แก่สังคม
ปัญหาของการเรียนร่วม
1.ผู้ปกครองเด็กพิเศษบางคนห่วง กังวลและกลัวว่าลูกจะลำบาก จะถูกเด็กอื่นล้อหรือรังแก
2.ผู้ปกครองที่มีลูกปกติก็ห่วงว่า ถ้าลูกของตนเองต้องเรียนร่วมกับเด็กพิเศษ ก็จะเลียนแบบหรือทำอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควรซึ่งนักวิจัยยังไม่พบว่าเด็กปกติจะเลียนแบบเด็กพิเศษจนถึงขั้นที่ไม่เหมาะเช่นนั้น
3.ปัญหาในส่วนครูก็คือครูไม่แน่ใจว่าจะสอนเด็กพิเศษอย่างไร เพราะขาดประสบการณ์ไม่มั่นใจเกรงว่าต้องสละเวลาของตนให้กับเด็กพิเศษมากเกินไป

สรุป
การจัดการศึกษาแบบเรียนร่วม มีหลายรูปแบบแต่ละรูปแบบมีข้อดีและข้อด้อยต่างกัน การจัดให้เด็กได้เรียนร่วมแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบจากบุคคลหลาย ๆ ฝ่าย เช่นผู้ปกครอง ตัวเด็กพิเศษ โรงเรียน ผู้บริหาร ครู แพทย์ และนักวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง

เทคนิคการสอนในชั้นเรียนรวม

เทคนิคการสอนในชั้นเรียนรวม
ในปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต่างให้การยอมรับการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม ดังได้ร่วมทำสัญญาการดำเนินงาน การจัดการศึกษาแบบเรียนรวมพร้อมกันในที่ประชุม (UNESCO) ณ ประเทศสเปน ปี ค.ศ. 1995 ดังนั้นจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนแปลงแนวทางการจัดการศึกษาและหาวิธีการเพื่อส่งเสริมให้การเรียนรวมมีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น ซึ่งมีผู้กล่าวว่า ควรคำนึงถึงสิ่งสำคัญบางประการ ในการดำเนินการ คือ (Elkins :1990)
1. ต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตรชั้นเรียนปกติเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
2. ต้องพัฒนาทัศนคติของทุกหน่วยงานการศึกษาที่มีต่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษให้เป็นไปในเชิงบวก
3. ต้องพัฒนานโยบายของโรงเรียนต่าง ๆ ให้เปิดกว้างเพื่อรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษเข้าเรียนรวมตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม
4. ให้บุคลากรทุกฝ่ายในโรงเรียนปกติเห็นความสำคัญและรับผิดชอบร่วมกันในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
นอกจากนี้นักการศึกษาพิเศษยังได้แนะนำวิธีการหลัก 5 วิธี ในการสอนเด็กพิเศษในห้องเรียนรวมให้ประสบผลสำเร็จด้วยดี ดังนี้ (McGrath & Nobel. : 1993)
1. สร้างห้องเรียนที่มีบรรยากาศของการสนับสนุนซึ่งกันและกัน
2. ใช้วิธีการเรียนโดยร่วมมือกันในการเรียนรู้
3. สอนเรื่องเดียวกันแก่เด็กที่มีความสามารถต่างกัน
4. ให้ผู้ช่วยสอน นำสื่อมาช่วยสอนในห้องเรียน
5. สร้างทีมสนับสนุนงานของโรงเรียน(อบต)

รูปแบบการเรียนการสอนแบบเศรษฐกิจพอเพียงของเด็กปฐมวัย

รูปแบบการเรียนการสอนแบบเศรษฐกิจพอเพียง
หลักแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง
การพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลาง และความไม่ประมาท โดยคำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทำ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีหลักพิจารณาอยู่ 5 ส่วน ดังนี้
1. กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัย และวิกฤต เพื่อความมั่นคง และความยั่งยืนของการพัฒนา
2. คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน
3. คำนิยาม ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะ พร้อม ๆ กันดังนี้
– ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไป และไม่มากเกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น เช่นการผลติ และการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ
– ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ
– การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้ และไกล
เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ
เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ
เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต
แนวทางปฏิบัติ / ผลที่คาดว่าจะได้รับ จากการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาที่สมดุล และยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้ และเทคโนโลยี
ประการที่สำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง
1. พอมีพอกิน ปลูกพืชสวนครัวไว้กินเองบ้าง ปลูกไม้ผลไว้หลังบ้าน 2-3 ต้น พอที่จะมีไว้กินเองในครัวเรือน เหลือจึงขายไป
2. พออยู่พอใช้ ทำให้บ้านน่าอยู่ ปราศจากสารเคมี กลิ่นเหม็น ใช้แต่ของที่เป็นธรรมชาติ (ใช้จุลินทรีย์ผสมน้ำถูพื้นบ้าน จะสะอาดกว่าใช้น้ำยาเคมี) รายจ่ายลดลง สุขภาพจะดีขึ้น (ประหยัดค่ารักษาพยาบาล)
3. พออกพอใจ เราต้องรู้จักพอ รู้จักประมาณตน ไม่ใคร่อยากใคร่มีเช่นผู้อื่น เพราะเราจะหลงติดกับวัตถุ ปัญญาจะไม่เกิด
“การจะเป็นเสือนั้นมันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกิน หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง”
เศรษฐกิจพอเพียง จะสำเร็จได้ด้วย ความพอดีของตน

รูปแบบการเรียนการสอนเศรษฐกิจพอเพียงของเด็กปฐมวัย
การจัดกิกรรมการเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็น การจัดกิจกรรมที่ผสมผสานหรือบูรณาการในทุกกิจกรรมเป็นการจัดกระบวนการเรียน รู้ที่เด็กได้รับประสบการณ์ตรง คุณครูมีการจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกันทำให้เด็กเด็กได้รับความรู้ ได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน ได้รับรู้และยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น มีความสุขสนุกสนาน ทำให้เด็กค่อยๆซึมซับความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง และกล้าแสดงออกในด้านการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ทำให้เกิดคามรู้สึกรักและมีความอนุรักษ์ในการรักษาธรรมชาติ มีความภาคภูมิใจ รักในบ้านเกิดของตน
กิจกรรมตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นกิจกรรมที่เด็กปฐมวัยสามารถพบได้ในชีวิตประจำวันและคุ้นเคยเป็นอย่างดี ประกอบกับการที่ครูได้จัดสภาพแวดล้อม กระตุ้นและชี้แนะเด็กปฐมวัยอย่างต่อเนื่อง เมื่อเด็กปฐมวัยทำกิจกรรมทุกครั้งจึงส่งผลให้เด็กปฐมวัยได้เผชิญกับปัญหาและได้ฝึกประสบการณ์การแก้ปัญหาโดยเด็กมีปฏิสัมพันธ์และการทำงานร่วมกับผู้อื่นผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน การเปิดโอกาสให้เด็กปฐมวัยได้ลงมือกระทำและคิดด้วยตัวเด็กเอง ครูสนับสนุนให้เด็กควบคุมตนเองในการแก้ปัญหาในแต่ละกิจกรรมโดยการทำซ้ำๆ ตามความพอใจจะช่วยให้เด็กปฐมวัยพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้ของธอร์นไดค์ ในเรื่องของกฎแห่งการฝึกหัด (Law of Exercise) ว่า การที่ผู้เรียนได้ฝึกหัดหรือกระทำซ้ำบ่อยๆ ก็ย่อมจะทำให้เกิดความสมบูรณ์ถูกต้อง ให้เด็กได้มีโอกาสฝึกปฏิบัติหรือทำแบบฝึกหัดบ่อยๆ จนทำได้อย่างคล่องแคล่วและมีแรงจูงใจ มีความสนใจเข้าถึงเป้าหมายและคุณค่าของสิ่งที่ทำทั้งนี้เพราะเด็กปฐมวัยต้องการได้รับการฝึกฝนให้เกิดทักษะซึ่งกฎนี้เป็นการเน้นความมั่นคงระหว่างการเชื่อมโยงและการตอบสนองที่ถูกต้องย่อมนำมาซึ่งความสมบูรณ์แห่งการเรียนรู้เพราะการเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือการให้เด็กได้ลงมือแก้ปัญหาด้วยตนเอง
รูปแบบการเรียนการสอนแบบเศรษฐกิจพอเพียง
“ เศรษฐกิจพอเพียง ” เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่ และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนา และบริหารประเทศให้ดำเนินไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอก และภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผน และการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิต ด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุล และพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี
การจัดการศึกษาตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
การจัดการศึกษามี ๒ ส่วน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสถานศึกษา และส่วนที่เป็นการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียนซึ่งประกอบด้วย หลักสูตรและสาระเรียนรู้ในห้องเรียนและส่วนที่เรียนนอกห้องเรียนหรือที่เรียกกันว่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
หลักเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำไปใช้ในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนหลังจากนั้น ก็ส่งเสริมให้บูรณาการการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมเหล่านี้ เข้าไปในการเรียนรู้สาระต่างๆ บูรณาการเข้ากับทุกวิชา เช่น ชีววิทยา ทำให้เกิดสมดุลทางสิ่งแวดล้อม บูรณาการเข้ากับวิชาคณิตศาสตร์ก็ได้ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สุขศึกษา การงานอาชีพต่างๆ ได้หมด ไม่ใช่เฉพาะวิชาสังคมศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม เท่านั้น สำหรับมาตรฐานการเรียนรู้ ก็มีวัตถุประสงค์ให้ ทุกช่วงชั้นเข้าใจหลักเศรษฐกิจพอเพียงและสามารถประยุกต์ใช้ได้ แต่ถ้าทุกช่วงชั้นเขียนเหมือนกันหมดก็จะมีปัญหาทางปฏิบัติ จึงต้องกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนในการเรียนการสอนของแต่ละช่วงชั้น ดังนี้
ช่วงชั้นที่ ๑ เน้นให้เด็กพึ่งตนเองได้ หรือใช้ชีวิตพอเพียงระดับบุคคลและครอบครัว เช่น ประถม ๑ ช่วยเหลือคุณพ่อคุณแม่ล้างจานชาม เก็บขยะไปทิ้ง กวาดบ้าน จัดหนังสือไปเรียนเอง แบ่งปันสิ่งของให้เพื่อน เป็นต้น
ช่วงชั้นที่ ๒ สอนให้เด็กพอเพียงระดับโรงเรียน หรืออาจจะให้เด็กทำโครงงานก็ได้ เริ่มวิเคราะห์รายจ่ายของครอบครัว น าแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้กับโรงเรียน เด็กในช่วงชั้นนี้ ก็จะต้องรู้จักโรงเรียน เช่น โรงเรียนมีต้นไม้กี่ต้น โรงเรียนจะต้องจัดการขยะอย่างไร
ช่วงชั้นที่ ๓ เด็กสามารถประยุกต์ใช้กับชุมชน มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน
ช่วงชั้นที่๔ เตรียมคนให้เป็นคนที่ดีต่อประเทศชาติสามารถทำประโยชน์ให้กับสังคมได้ ต้องเริ่มเข้าใจความพอเพียงระดับประเทศ เช่นว่าเราเสียดุลการค้าระหว่างประเทศหรือว่า ทางสิ่งแวดล้อมสถานการณ์เป็นอย่างไร
การนำหลักความพอเพียงปรับประยุกต์ใช้กับเด็กปฐมวัย
1.ใช้เป็นหลักคิดและหลักปฏิบัติในการจัดกิจกรรมทั้ง 6 กิจกรรมหลัก
2. สอดแทรกเชื่อมโยงจากประสบการณ์ตรงทั้งในและนอกห้องเรียน
แนวคิดและการทำความเข้าใจ
1.ศึกษาทำความเข้าใจหลักความพอเพียงที่ประกอบด้วย ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการสร้างภูมิคุ้มกัน ในเงื่อนไข ความรู้คู่คุณธรรม
2. นำหลัก ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกัน มาใช้เป็นหลักคิดและหลักปฏิบัติจริงในการจัดกิจกรรมและจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็กปฐมวัย
3. ไม่นำคุณลักษณะที่พึงประสงค์หรือคุณธรรมที่ต้องการปลูกฝังให้กับเด็กปฐมวัยมาเป็นตัวแปรตามหรือเป็นจุดหมายของการจัดกิจกรรม
เทคนิคการนำไปประยุกต์ใช้
เมื่อนำมาศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับการทำงานของระบบที่ประกอบด้วย วัตถุประสงค์ ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิตสามารถนำมาใช้เป็นหลักคิดได้ดังนี้
วัตถุประสงค์และปัจจัยนำเข้าคือ กิจกรรม แผนประสบการณ์ จุดประสงค์ทั้งด้านพุทธพิสัย จิตพิสัยและทักษะพิสัย
กระบวนการ คือ การนำหลักความพอประมาณ มีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันมาขับเคลื่อนเป็นกลไกของระบบ
ผลผลิต คือ กิจกรรมที่สอดคล้องกับจุดประสงค์ ประสบการณ์ของเด็กปฐมวัยที่เกิดจากการประยุกต์ใช้หลักความพอประมาณ ความมีเหตุผลและการสร้างภูมิคุ้มกันซึ่งมีกรอบความรู้และคุณธรรมสอดแทรกเชื่อมโยงทุกกิจกรรม
ข้อสังเกตการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงกับการเรียนรู้
• การประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เกิดได้หลายด้าน และ หลายรูปแบบ ไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ละคนจะต้องพิจารณา ปรับใช้ตาม ความเหมาะสม ให้สอดคล้องกับเงื่อนไข และสภาวะที่ตนเผชิญอยู่
• ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จะช่วยให้เรา “ฉุกคิด” ว่ามีทางเลือกอกทางหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดความยั่งยืน มั่นคง และสมดุลในระยะยาว
การปลูกฝังปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้เด็กและเยาวชนไทยผ่านระบบการศึกษา เป็นมิติใหม่ ที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรปล่อยให้เป็นเพียงกระแสแค่ชั่วระยะหนึ่งแล้วเลือนหายไป สิ่งที่ควรทำควบคู่กันไป คือ การสร้างจิตสำนึกร่วมในการดำเนินการตามปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษา อันจะทำให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จ ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้